ี่                 สมัยอยุธยา  ประวัติความเป็นมาของจังหวัดสมุทรสงคราม มีปรากฏหลักฐานเก่าที่สุดในกฏหมายตราสามดวง
พระอัยการนาหัวเมืองซึ่งตราไว้ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๙๘ ว่า พระสมุทรสาคร เมืองท่าจีน
พระสมุทรสงคราม เมืองแม่กลอง พระสมุทรปราการ เมืองปากน้ำ พระชนบุรี เมืองชล  แสดงว่า เมืองแม่กลอง เป็นหัวเมือง
ชายฝั่งทะเลตะวันออก ผู้ปกครองมีราชทินนาม พระสมุทรสงคราม  ในสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิ์  ( พ.ศ.๒๐๙๑-๒๑๑๑ )
เมื่อราชทูตฝรั่งเศสมายังกรุงศรีอยุธยา ได้กล่าวว่ามีป้อมอยุ่ที่เมืองแม่กลองแล้ว      ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จาก
จดหมายเหตุของมองซิเออร์ เซเบเรต์ ในคณะทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส  ที่เดินทางเข้ามาเจริญทางพระราช
ไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.๒๒๓๐ - ๒๒๓๑ ตอนขากลับมองซิเออร์ เซเบเรต์  ได้แยกคณะเดินทางกลับโดยไปลงเรือ
กำปั่นฝรั่งเศสที่เมืองตะนาวศรี      ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองท่าค้าขายทางทะเลที่สำคัญของไทย   ระหว่างเดินทางเมื่อผ่านเมือง
แม่กลอง ได้บันทึกไว้มีความตอนหนึ่งว่า "ในปี พ.ศ. ๒๒๓๐ ได้ออกจากเมืองท่าจีนเพื่อไปเมืองแม่กลอง  เวลาเย็นไปถึงเมือง
แม่กลอง ซึ่งไกลจากเมืองท่าจีนประมาณ ๑๐ ไมล์ครึ่ง  เมืองแม่กลองเป็นเมืองใหญ่กว่าเมืองท่าจีน  และตั้งอยู่ริมน้ำที่เรียกว่า
แม่น้ำแม่กลอง อยู่ห่างทะเลประมาณ ๑ ไมล์ เมืองแม่กลองไม่มีกำแพงเมือง มีป้อมเล็กๆสี่เหลี่ยมอยู่ ๑ ป้อมมุมป้อมมีหอรบอยู่
๔ แห่ง แต่เป็นหอรบเล็กมาก ก่อด้วยอิฐไม่มีคูอแต่น้ำท่วมอยู่รอบป้อมกำแพงหรือรั้ว   ระหว่างหอรบทำด้วยเสาใหญ่ๆ ปักลง
ในดินมีเคร่าขวางถึงกันเป็นระยะๆ ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง(พ.ศ.๒๑๗๒-๒๑๙๙) เมืองแม่กลองจัดเป็นเมือง
หัวเมืองตรี  ขึ้นกับเมืองราชบุรี เจ้าเมืองมีราชทินนาม พระแม่กลองบุรี เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาในปี  ๒๓๑๐  ในหนังสือคำให้
การชาวกรุงเก่า ได้กล่าวถึงเมืองแม่กลอง โดยใช้ชื่อเมืองสมุทรสงคราม สันนิษฐานว่า การเปลี่ยนชื่อเมืองคงมีแล้วก่อนหน้านี้
ระหว่างปี พ.ศ.๒๒๖๕-๒๒๙๙ ในสมัยโปราณเมืองแม่กลองได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามน้อยมาก  เนื่องจากตั้งอยู่
ห่างจากเส้นทางเดินทัพของพม่าที่จะผ่านเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา       แต่การเกณฑ์คนเข้าไปร่วมรบกับกองทัพในกรุงนั้นชาว
แม่กลองต้องร่วมอยู่ด้วยทุกสงคราม    โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพม่ายกทัพมาทางด่านเจดีย์สามองค์  ด่านสิงขร  และจากทาง
ปักษ์ใต้ ในรัชสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายที่ตำบลบางกุ้ง   เรียกว่า
ค่ายบางกุ้ง โดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้ง ให้วัดอยู่ตรงกลาง

                  สมัยกรุงธนบุรี  หลังจากพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกแล้ว เมื่อปี
พ.ศ.๒๓๑๐ ไม่มีทหารอยู่รักษาจนมาถึงสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสิน
มหาราช ได้โปรดเกล้าฯให้จีนจากชลบุรี ระยอง กาจนบุรี และราชบุรี รวบรวม
พลพรรคมาตั้งเป็นกองทหารรักษาค่าย จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า " ค่ายจีนบางกุ้ง"
ค่ายนี้จึงเป็นค่ายยุทธศาสตร์    ใช้รับศึกในพื้นที่ห่างไกลพระนคร  ค่ายบางกุ้ง
เป็นปราการด่านสุดท้ายที่ข้าศึกจะเข้าถึงกรุงธนบุรี  ค่ายบางกุ้งตั้งอยู่ที่  ตำบล
บางกุ้ง อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ฝั่งขวาอยู่
ห่างจากตัวเมืองประมาณ  ๑๐  กิโลเมตร  มีพื้นที่ประมาณ  ๑๐๐  ไร่เศษ  ใน
สงครามค่ายบางกุ้งเมื่อปี พ.ศ.๒๓๑๑  กองทัพพม่าโดยเจ้าเมืองทวายเดินทัพ
เข้ามาทางไทรโยค เข้าล้อมค่ายบางกุ้งไว้ ด้วยกำลังพล ๒๐,๐๐๐ เศษ สมเด็จ
พระเจ้าตากสินมหาราชได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยามหามนตรี  (บุญมา) จัดกอง
เรือ ๒๐ ลำ พระเสด็จมาเองโดยเรือพระที่นั่งสุพรรณพิชัยนาวา  เรือยาว  ๑๘
วา ปากเรือกว้างสามศอกเศษ พลกรรเชียง ๒๘ คนมายังค่ายบางกุ้ง โดยลัดมา
ทางคลองบางบอน ผ่านคลองสุนัขหอน มาออกแม่น้ำแม่กลอง การรบครั้งนี้ตะลุมบอนกันด้วยอาวุธสั้น ทหารในค่ายจุดประทัด
ตีฆ้อง เปิดประตูค่ายส่งกำลังตีทุ้งออกมา ทำให้ทหารพม่าอยู่ในศึกระนาบ  และแตกหนีไป  กองทัพไทยได้เรือรบศัตรูทั้งหมด
ได้ศาสตราวุธและเสบียงอาหารจำนวนมาก บริเวณค่ายบางกุ้งมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายแห่งด้วยกันคือ
                           วัดบางกุ้ง เป็นวัดเก่าแก่สร้างสมัยอยุธยา เดิมมีสองวัดคือ วัดบางกุ้งใหญ่ และวัดบางกุ้งน้อย วัดบางกุ้งใหญ่
คงยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน ส่วนวัดบางกุ้งน้อยกลายเป็นวัดร้างคงเหลือแต่โปสถ์ตั้งอยู่บนเนินดินกลางค่ายบางกุ้ง ภายในโปสถ์
มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อโปสถ์น้อย  และมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ปลายสมัย
อยุธยาเป็นภาพพุทธประวัติ หน้าต่างโปสถ์เป็นแบบอยุธยาตอนต้น  เสมาเป็นหินทรายแดงมีขนาดเล็ก  เรียกว่า  เสมาในตระกูล
อัมพวา
                            วัดโปสถสร้างสมัยอยุธยา  มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมา เดิมกำแพงโปสถ์เป็นกำแพงสองชั้น  ต่อมาถูกพม่าทำลาย
    แล้วเอาอิฐไปสร้างค่ายคราวศึกบางกุ้ง  อิฐที่เหลือทางวัดรื้อนำามาสร้าง
    กำแพง ชั้นเดียวยังอยู่ถึงปัจจุบัน บริเวณโปสถ์หลังเก่าพบอิฐฝังอยู่ใต้ดิน
    เป็นแนวกำแพง ชาวบ้านได้ขุดเอาไปสร้างวัดแต่บางส่วนยังฝังดินอยู่ใต้
    ดิน   นอกจากนี้ยังพบเสากลมอยู่ใต้ดินปักเป็นแนวเข้าใจว่า  เป็นแนวค่าย
    โปสถ์มีลักษณะโค้งเป็นลำสำเภา เป็นเอกลักษณ์สมัยอยุธยา หัวเสาโปสถ์
    เป็นแบบบัวกลีบหลายชั้น ลายปั้นปูนตำทุกเสาสวยงามมาก บริเวณหลัง
    โปสถ์มีสุวรรณเจดีย์ และพระปรางค์รวมสามองค์ มีรูปแบบสมัยอยุธยา
    ใบเสมาคู่มีสังวาลล้อมใบเสมา รูปลักษณะสมัยลพบุรี
    วัดบางพลับ สันนิษฐานว่าสร้างสมัยอยุธยาบริเวณส่วนหนึ่งอยู่ริมแม่น้ำ
     แม่กลอง อยู่ตรงข้ามค่ายบางกุ้ง เดิมเรียกว่า ค่ายพักทัพ ต่อมากลายมา

เป็นบางพลับ บริเวณนี้นอกจากเป็นที่พักทัพแล้ว น่าจะเป็นสมรภูมิด้วย คือ เดิมเป็นที่ว่างเปล่าและอยู่ตรงข้ามคลองบ้านค่ายซึ่ง
อยู่ทางทิศเหนือของค่ายบางกุ้ง   สันนิษฐานว่าพม่าตั้งอยู่ที่วัดกลางใต้   ซึ่งปัจจุบันเป็นวัดร้าง  มีคลองวัดจินดาวัฒนาราม กับ
คลองบ้านค่ายคั่นอยู่ บริเวณบางพลับซึ่งอยู่ฝังตรงข้ามน่าจะเป็นที่ทั้งสองฝ่ายปะทะกันเพราะมีการขุดพบโครงกระดูกจำนวน
มาก  ในบริเวณบ้านพักทัพ โบราณสถาน  และโบราณวัตถุ ที่เหลืออยู่คือ โบสถ์ พระพุทธรูป และตู้พระธรรม  โบสถ์มีฐานโค้ง
คล้ายลำสำเภา  ลวดลายหน้าบัน  บานประตูโบสถ์ขนาดเล็ก  แสดงลักษณะว่าเป็นสมัยอยุธยา  พระประธานปางมารวิชัย  สมัย
อยุธยา พระแก้วผลึก หน้าตักกว้าง ๕ นิ้ว และพระยอดธงทองคำ พระนาคปรกศิลาทรายแดงล้วนเป็นของมีค่าสูง ตู้พระธรรม
ลายรดน้ำปิดทองวิจิตรงดงาม จำนวนสี่หลัง บรรจุคัมภีร์ใบลาน สมุดไทยจำนวนมาก เป็นเอกสารที่มีค่ายิ่งทางวิชาการ
                                คลองบ้านค่าย เป็นคลองขุดในรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชเพื่อให้ทหารใช้น้ำและเป็นคูป้องกันข้าศึก
อยู่ทางเหนือของค่ายบางกุ้ง ปัจจุบันเป็นคลองเล็กๆ อยู่ระหว่างวันจินดาวัฒนารามกับวัดบางกุ้ง  คลองนี้โอบล้อมค่ายไปจนจด
เขตตำบลบางสะแก
                                ป้อมที่เป็นเชิงเทินหอรบ  ตั้งอยู่บนปากคลองบ้านค่าย ตำบลบางกุ้ง อำเภอบางคนที เป็นป้อมที่ก่อด้วยอิฐ
ปัจจุบันหักพังไปหมดแล้ว  คนสมัยก่อนเคยเห็นป้อมอยู่ที่ปากคลองบางค่ายแต่อยู่ในสภาพผุพัง   ปัจจุบันน้ำเซาะอิฐ ทำให้ป้อม
ส่วนใหญ่ที่เหลือจมอยู่เหนือใต้ผิวน้ำ เห็นได้เมื่อน้ำลดลงมากๆ อิฐที่พบใหญ่และแข็งแกร่งกว่าอิฐธรรมดามาก
                                ศาลเจ้าพ่อไท้เพ่งอ๊วงกง  เป็นศาลเจ้าที่คนจีนพร้อมใจกันสร้างขึ้นบริเวณคลองแควอ้อม  ทางด้านใต้วัด
อมรเทพ   จากตราสารขออนุญาตตั้งศาลแห่งนี้  ส่วนหนึ่งเป็นประวัติการสร้างศาลเจ้าไท้เพ่งอ๊วงกง  กล่าวถึงค่ายบางกุ้ง และ
พระเจ้าตากสินมหาราชมีความว่า ทหารพม่าล้อมค่ายจีนบางกุ้งอยู่นาน ๔๑ วัน เมื่อเดือนยี่ แรมหกค่ำชาวบ้านและทหารไทย
จีน ที่อยู่ในค่ายได้รับความลำบากมาก เสบียงอาหารขาดแคลนมากชาวบ้านที่เป็นคนชรายอมอดอาหาร เพื่อเอาไว้ให้ทหารกิน
ฝ่ายไต๋กงเจียบ (ออกหลวงเสนาสมุทร)  ซึ่งเป็นผู้ดูแลเมืองแม่กลอง ได้แจ้งไปยังกรุงธนบุรี ขอกำลังมาช่วยรบกับพม่า  สมเด็จ
พระเจ้าตากสิน ฯ และนายบุญมา  ยกทัพเรือผ่านคลองบางบอน ไปออกคลองแม่กลอง  ถึงค่ายจีนบางกุ้ง ในเวลากลาคืน   จึงมี
บัญชาให้จอดเรือพักตรงข้ามกับค่าย(ที่บ้านพักทัพ ต่อมาเปลี่ยนเป็นบางพลับ) ครั้นถึงยามสามจึงยกทัพข้ามฝั่งมาขึ้นตรงค่าย
บริเวณศาลเจ้าแห่งนี้ ทหารในค่ายรู้ว่ากองทัพกรุงยกทัพมาช่วยก็มีใจฮึกเหิม เปิดประตูค่ายบุกเข้าจู่โจมทหารพม่าแตกกลับไป
ต่อมาพสกนิกรชาวจีนจึงพร้อมใจศาลบูชาขึ้น  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จลงจากเรือ  ณ  ท้ายค่ายจีนบางกุ้ง บริเวณ
แหลมเตยมีชื่อเป็นภาษาจีนว่า ไท้เพ่ง อ๊วงกง แปลว่าเทพเจ้าแห่งสันติ  ตรงเหนือบานประตูด้านในศาลเจ้า มีง้าวแขวนอยู่หนึ่ง
เล่ม ภายในศาลมีพระประธานพร้อมทั้งพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร และมีรูปปั้นพระจีน และเซียนอยู่เป็นจำนวนมาก

                                  สมัยรัตนโกสินทร์  
                                  รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระองค์ทรงตั้งผู้มีความชอบให้ออกไปเป็น
พระยา พระ หลวง ครองหัวเมืองเอก โท ตรี จัตวา ปักษ์ใต้ ฝ่ายเหนือ ทั้งปวงทุกเมือง สำหรับเมืองสมุทรสงคราม ทรงโปรด
ให้ นายแสง เป็นที่พระยาสมุทรสงคราม  การจัดหัวเมือง  ทรงพระราชดำริว่า  เมื่อครั้งกรุงเก่า  เมืองปักษ์ใต้ยกมาขึ้นแก่กรม
เท่านั้น เพราะกลาโหมมีความผิด  บัดนี้พระยามหาเสนาที่สมุหพระกลาโหม  มีความชอบมาก    จึงพระราชทานแบ่งหัวเมือง
ปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตกรวม  ๒๐ หัวเมือง มาขึ้นกับกรมพระกลาโหม  ส่วนเมืองสมุทรสงครามในขณะนั้นกรมมหาดไทย ให้ไป
ขึ้นกับกรมท่า
                                   รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์มีความเกี่ยวข้องกับสมุทรสงครามาตั้งแต่
ต้น คือ สมเด็จพระบรมราชชนก เคยประดับอยู่ที่เมืองสมุทรสงคราม ก่อนมาเป็นทหารเอกของพระเจ้าตากสินมหาราช  และ
กรมสมเด็จพระอัมรินทรามาตย์ ทรงเป็นชาวเมืองสมุทรสงครามโดยกำเหนิด พระองค์ได้เป็นอัครมเหสี หรือพระบรมราชีนี
องค์แรก ในราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชสมภพที่เมืองสมุทรสงคราม นับว่าพระองค์
เป็นกษัตริย์ที่มีเชื้อสายชาวเมืองสมุทรสงครามเนื่องจากพระราชมารดาเป็นชาวเมืองนี้ ราชินิกูลบางช้างซึ่งเป็นพระญาติวงค์
ของสมเด็จพระอัมรินทรามาตย ์ เช่นตระกูลบุญนาค  ตระกูลชูโต  ตระกูลแสงชูโต  ตระกูลวงศาโรจน์   ตระกูล  ณ  บางช้าง
ตระกูลภมรบุตร ล้วนแต่เป็นตระกูลที่สืบเนื่องมาจากชาวบางช้างทั้งสิ้น
                                   รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ไทยเกิดกรณีพิพาทกับญวน ถึงกับทำสงครามกันด้วย
เรื่องเจ้าอนุวงศ์  เมืองเวียงจันทร์  การสงครามในครั้งนั้นใช้ทั้งกองทัพเรือ  และกองทัพบก  เมื่อมีข่าวว่าญวนได้ขุดคลองลัด
จากทะเลสาบมาออกอ่าวไทย  และมีท่าทีที่จะยกกำลังทางเรือมารุกรานไทย  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงโปรด
เกล้าให้สร้างป้อมขึ้นตามปากแม่น้ำสำคัญ เริ่มแต่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาเป็นปากแม่น้ำท่าจีนปากแม่น้ำแม่กลองปากแม่น้ำ
บางปะกง และปากแม่น้ำจันทบุรี สำหรับป้อมที่ปากแม่น้ำแม่กลองนั้น ได้โปรดเกล้า ให้กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (พระบาทสม
เด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นแม่กองอำนวยการสร้างขึ้นที่ฝั่งตะวันออกของปากคลองแม่กลอง ต่อจากวัดบ้านแหลม   เมื่อปี
พ.ศ.๒๓๗๕  เสร็จแล้วพระราชทานว่า ป้อมพิฆาตข้าศึก  เจ้ากรมป้อม เป็นที่หลวงละม้าย แม้นมือฝรั่ง   ปลัดป้อมเป็นที่ ขุน
ฉมังแม่นปืน  ส่วนป้อมเก่าที่สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา นั้น อาจถูกรื้ออกก่อนสร้างแห่งใหม่ ในปี พ.ศ.๒๓๗๑   พระบาทสมเด็จ
พระนั่งกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้ขุดลอกคลองสุนัขหอน เพราะตื้นเขินมาก  ชื่อคลองสุนัขหอนนี้มีปรากฏอยู่ในหนังสือ
เก่าๆ หลายเรื่องด้วยกัน  เช่นนิราศท่าดินแดง นิราศพระแท่นดงรัง นิราศเมืองเพชร  และนิราศเกาะจาน เป็นต้น  การขุดลอก
คลองสุนัขหอนนี้ พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิส บุนนาค)  จ้างจีนขุดสิ้นเงิน ๘,๑๗๖  บาท  (๑๐๒ ชั่ง
๔ ตำลึง ๑ สลึง ๑ เฟื้อง) โดยพิจารณาเห็นว่าน้ำชนกันตรงนั้นคงตื้นทุกแห่ง   ถ้าขุดคลองแยกเข้าไป ที่น้ำชน ให้สายน้ำไหล
เลยเข้าไปที่ตรงน้ำชนนั้นก็จะไม่ตื้น จึงขุดที่น้ำชน  แยกเข้าไปทุ่งริมบ้านโพธิ์หักสายหนึ่ง  แล้วขอแรงกระบือราษฎรชาวบ้าน
ลงลุยในคลองนั้น น้ำขึ้นลงเชี่ยว ก็ลึกอยู่ไม่ตื้นจนถึงทุกวันนี้
                                    รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ในสมัยนั้นทางราชการเห็นว่าป้อมมีความสำคัญ
น้อยมาก ไม่เหมาะสมกับความก้าวหน้า ทางอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ จึงได้รื้อป้อมพิฆาตข้าศึก และกำแพงลง แล้วตั้งกอง
โรงเรียนพลทหารเรือที่ ๑ ขึ้นแทน  โดยได้โปรดเกล้าฯ  ให้นายพลเรือเอกพระยามหาโยธา ( ฉ่าง แสงชูโต )  มาอำนวยการ
สร้างโรงเรียนดังกล่าว  สำหรัลฝึกอบรมทหารใหม่ที่เกณฑ์จากชายฉกรรจ์   ในจังหวัดสมุทรสงคราม  จำนวนสองกองร้อย
ฝึกหัดหนึ่งปี แล้วส่งผลัดเปลี่ยนทหารเก่าในกรุงเทพฯ ตั้งมาจนถึงปีพ.ศ. ๒๔๖๕ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้า
เจ้าอยู่หัว ได้ยุบกองโรงเรียนพลทหารเรือ โดยกระทรวงทหารเรือได้ยกอาคาร และที่ดินให้กระทรวงมหาดไทยใช้เป็นที่ตั้ง
ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.๒๔๖๘  จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๙  จึงได้ปลูกสร้างศาลากลางจังหวัดแห่ง
ใหม่บริเวณที่อยู่ปัจจุบัน แล้วโอนศาลากลางเดิมให้กระทรวงสาธารณสุขใช้ในกิจการโรงพยาบาลจังหวัด ในปีพ.ศ ๒๔๓๗
ได้โปรดเกล้าฯ  ให้รวมหัวเมืองราชบุรี  กาญจนบุรี  เพชรบุรี  ปราณบุรี  ประจวบฯ  และเมืองสมุทรสงคราม  ให้เป็นมณฑล
ราชบุรี ในปี พ.ศ.๒๔๕๘ ได้ยกแขวงบางช้างขึ้นเป็นอำเภออัมพวา ตามชื่อของบ้านอัมพวา  ส่วนบ้านบางช้าง ให้เป็นตำบล
หนึ่งในเขตการปกครองของอำเภออัมพวา ในสมัยนี้จังหวัดสมุทรสงครามได้รับการส่งเสริมพัฒนาพื้นที่หลายประการ  ได้
แก่การขุดคลองดำเนินสะดวก  จากแม่น้ำท่าจีนไปสู่แม่น้ำแม่กลอง  โดยเริ่มต้นจากประตูน้ำบางยาง  อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัด
สมุทรสาคร ผ่านอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี และต่อไปถึงอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ผ่านประตูน้ำบาง
นกแขวกไปสู่แม่น้ำแม่กลอง ระยะทางยาว ๓.๕ กิโลเมตร ในปี พ.ศ.๒๔๕๑ ได้สร้างประตูน้ำบางยางที่อำเภอบ้านแพ้ว และ
ประตูน้ำบางนกแขวก อำเภอบางคนที ประตูสองแห่งนี้กั้นคลองดำเนินสะดวก สิ้นค่าก่อสร้าง ๑๔๙,๐๐๐ บาท  เพื่ออำนวย
ประโยชน์ ได้ทั้งทางคมนาคมและการเกษตร ทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยงคลองดำเนินสะดวกตลอดปี เรือสัญจรไปมาได้ทั้งปี และมี
น้ำเพื่อการเกษตรแก่ชาวนาชาวสวนตลอดทั้งปี เช่นกัน นอกจากนั้นการสร้างทางรถไฟสายมหาชัย- ท่าจีน - แม่กลอง  ใช้หัว
รถจักรไอน้ำแล่นจากสถานีแม่กลอง ไปสุดทางที่สถานีบ้านแหลม และลงเรือข้ามฟากไปสุดมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร  เพื่อ
ขึ้นรถไฟที่ท่ามหาชัย ไปสิ้นสุดที่สถานีปากคลองสาน กรุงเทพฯ

 

 


 


Copyright : 2005 All Rights Reserved Web 800x600 PixelsText Size : Medium
web master by kamhang and friend